เทศน์เช้า วันที่ ๓ มิถุนายน ๒๕๖๙
พระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต
ณ วัดป่าสันติพุทธาราม (วัดป่าเขาแดงใหญ่) ต.หนองกวาง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี
ตั้งใจฟังธรรมะ ธรรมะเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับสิ่งมีชีวิตนะ เพราะความเสมอภาคความเป็นธรรมไง
เราเรียกร้องความเป็นธรรม เรียกร้องความเป็นธรรม แต่เราไม่เคยสังเกตเลยว่า ในหัวใจของเรา กิเลสกับธรรม ความดี บุญกุศล คิดบวกเป็นธรรม คิดลบเป็นกิเลส เราเคยให้ความเป็นธรรมกับหัวใจเราหรือไม่
เห็นไหม เวลาเราทำงานๆ วันหยุดเสาร์อาทิตย์ เราไปพักผ่อน พักผ่อนเพื่ออะไร เพื่อฟื้นฟูร่างกาย ฟื้นฟูจิตใจ
นี่ก็เหมือนกัน เราไปวัดไปวาขึ้นมา เราก็ไปชาร์จไฟของเรา
เวลาสมัยที่เรากำลังฝึกหัดปฏิบัติเข้มข้นนะ เวลามันหมดไฟๆ จะเข้าแวะไปบ้านตาด ไปให้หลวงตาเอาไม้หน้าสามฟาดหัว ชาร์จไฟ
แต่ถ้าแบตมันเสียล่ะ มันชาร์จไม่ได้ล่ะ มันชาร์จไม่ได้มันก็เหลวไหลไปเรื่อยๆ ไง
แต่ถ้าเรามีสติมีปัญญา เราจะชาร์จของเรา เราจะปลุกปลอบหัวใจของเรา เราจะฟื้นฟูหัวใจของเรา หัวใจของเราเห็นไหม
เวลาเราพูดถึงองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ๔ อสงไขย ๘ อสงไขย ๑๖ อสงไขย แต่ละภพแต่ละชาตินั่นน่ะมาพลิกมาแพลง มาเปลี่ยนมาแปลง มาพัฒนาของมันให้มันดีขึ้นไง
พันธุกรรมของจิต พันธุกรรมของจิตแต่ละภพแต่ละชาติไง ไปเกิดกับใคร พ่อแม่เป็นอย่างไร พาไปทางไหน แล้วมันฝังใจไหม แล้วเวลาเรามาเกิดในปัจจุบันนี้ เวลาถ้ามันพออกพอใจมันก็ว่าเป็นบุญกุศล มันก็พอใจไง เวลามันขัดอกขัดใจขึ้นมา เห็นไหม
เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ากุสลา ธมฺมา อกุสลา ธมฺมา ก็บอกว่าเป็นลัทธิภาวะจำยอม อะไรก็ยกให้กรรมๆ ตัวเองไม่มีไอคิว ไม่มีทำสิ่งใดให้ฟื้นตัวเราเองขึ้นมาไม่ได้เลย
ไม่ได้เลย เพราะเอ็งก็ไม่ทำไง
เวลาเราทำๆ เพราะเวลาเราพูดนะ เราพูดถึงหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นตลอดเวลา เพราะหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านจะฟื้นฟูจิตใจของท่านขึ้นมา
ประวัติหลวงปู่เสาร์ ท่านเป็นพระมหานิกายมาก่อน ท่านอยู่แม่น้ำมูล จิตใจคิดจะสึกจากพระจะไปเป็นพ่อค้า เอาเรือมาผูกไว้เกือบ ๑๐ ปี ละล้าละลังๆ จะสึก จะไม่สึก จะสึก จะไม่สึก แต่ด้วยบุญกุศลไง พอชาร์จไฟ พอมีสติปัญญา มีการตัดสินใจ ไม่สึก เอามีดนะ ลงไปที่ท่าน้ำ ไปตัดเชือก ไอ้เรือที่ลอยลำให้มันไปซะ นี่ประวัติหลวงปู่เสาร์
หัวใจของคนแต่ละครั้งที่มันมีปมในใจ มันมีอะไรที่มันอัดอั้นตันใจ กว่าเราจะละมันได้ กว่าเราจะพิจารณามันได้ กว่าเราจะปลดมันได้ กว่าเราจะปล่อยวางมันได้ มันอยู่ที่อำนาจวาสนาของคนนะ
ถ้าหลวงปู่เสาร์ท่านยังติดกับเรือลำนั้น แล้วถ้าเอาเรือลำนั้นไปทำการค้าขายตามแม่น้ำมูลอย่างนี้ เราจะมีหลวงปู่เสาร์อยู่ไหม เราก็จะไม่มีหลวงปู่เสาร์ เรามีแต่พ่อค้า
แต่ถ้าเป็นจริงๆ เวลาเราพิจารณาแล้วเราพูดถึงประสบการณ์ชีวิตของแต่ละบุคคล ประวัติชีวิตของแต่ละบุคคล เขาล้มลุกคลุกคลาน เขาระหกระเหิน เขาต่อสู้ของเขามา มันไม่มีใครยื่นให้ได้หรอก
อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน
แต่ตนพอจะคิดได้ ตนจะมีหลักการได้ ตนก็เหลวไหลไป พอตนเหลวไหลไปก็ให้พ่อแม่เจ็บช้ำน้ำใจ แล้วแปลกนะ เวลาพ่อแม่ถาม
“หนูสบายดีค่ะ หนูสบายดีครับ”
มันเป็นห่วง เป็นห่วงความห่วงใยของพ่อของแม่ไง มันจะตอบ “ไม่เป็นไร สบายดี” ทั้งๆ ที่ทุกข์เกือบตาย มันยังบอกว่าสบายดี แล้วเวลามันกดดันในหัวใจของตนล่ะ
นี่ฟังธรรมๆ ใครจะเก่งกล้าสามารถนั่นมันเรื่องของเขา แต่ถ้าสิ่งที่ดีงาม เป็นคติชีวิตของเรา แล้วเอามาเป็นต้นแบบ แล้วเราพยายามฝึกหัดของเรา แล้วฝึกหัดของเรา โทษนะ เจ็บปวดอยู่คนเดียวนั่นแหละ เวลาคิดมันเจ็บปวดอยู่คนเดียวนั่นแหละ แต่ถ้ามีสติปัญญาขึ้นมา มันเกิดดับๆ เจ็บปวดมันก็เกิดขึ้นชั่วคราว เดี๋ยวมันก็หายไป
แต่ทำไมมันเกิดซ้ำซากล่ะ
ถ้ามันเกิดซ้ำซากเพราะเราไม่มีสติปัญญา เราไปคุ้นเคยกับมันเองไง
ถ้าเราจะฝึกหัดของเรา ตั้งสติไว้ เราระลึกถึงบุญกุศลของเราบ้าง ระลึกถึงว่าเราจะมีความสุขของเรา แล้วความสุขของเราจะไปหาที่ไหน
ความสุขของเราก็ไปหาความรื่นเริง สนุกสนานครึกครื้นของเรา
แต่พระกรรมฐานนะ ความสุขของเราคือความปกติสุข จิตสงบระงับ สุขอื่นใดเท่ากับจิตสงบไม่มี เพราะมันไม่ต้องอาศัยอามิสสินจ้างใดๆ มันถึงมีความสุขไง
ความสุขทางโลกสำมะเลเทเมา มันต้องมีสินจ้างรางวัล มันถึงจะมีความสุขของมัน เที่ยวสำมะเลเทเมาขึ้นมา สุขภาพกายก็เสื่อมโทรม สุขภาพจิตก็เสียหาย
สุขภาพจิต เห็นไหม มนุสสเปโต มนุษย์เปรต คิดเหมือนเปรต เป็นมนุษย์แต่ใจเป็นเปรต มนุสสติรัจฉาโน ใจเหมือนเดรัจฉาน แต่ตัวมันเป็นมนุษย์ มนุสสเทโว ตัวมันเป็นมนุษย์ แต่ใจมันเป็นเทวดา นี่ไง นี่ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง คนคนเดียวคิดสิ่งใด ทำสิ่งใด มันเป็นอย่างนั้นน่ะ มันมีบุญมีบาปเข้ามาฝังหัวใจเราทั้งนั้นน่ะ
ฉะนั้น เราไปวัดไปวาขึ้นมา เห็นไหม ทำทานๆ ทำทานก็เพื่อความอิสรภาพในหัวใจของตน ถ้าไม่ทำทานๆ มันกอดมันรัด มันตระหนี่ถี่เหนียว มันบีบคั้นหัวใจ
ทำทานๆ คือเปิดช่องออก เปิดประตูออก ถ้าเปิดประตูออกแล้วนะ ทาน ศีล ภาวนา ถ้าเปิดประตูออกแล้วนะ มันเป็นอิสระ มันไม่ให้ใครกดดันหัวใจของมันเอง
กิเลสมันร้ายนัก แล้วกิเลสเป็นใครล่ะ
กิเลสใครกิเลสมัน ทุกข์ใครทุกข์มัน สุขใครสุขมัน อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ ใจดวงนั้นฉลาดหรือโง่ ใจดวงนั้นมีวุฒิภาวะมากน้อยขนาดไหน
ของเราหามา เราจะเสียสละไปทำไม ของเราหามาก็เพื่อดำรงชีวิต เพราะการหามานั้น ปฏิคาหก เราได้มาด้วยความสะอาดบริสุทธิ์ถูกต้องชอบธรรม ถ้าเราเสียสละออกไป เสียสละเพื่อชุมชน เสียสละเพื่อสังคม ให้ที่เขาขาดแคลน ให้ใครที่เขาไม่ได้ เขาได้รับสิ่งนั้นไป
นี่ไง ปฏิคาหก ผู้รับรับด้วยความสะอาดบริสุทธิ์ เราทำบุญๆ อย่างนี้ เราทำบุญด้วยมีสติ ด้วยมีปัญญา เราไม่ต้องไปทำบุญเห่อเหิมทะเยอทะยานไปแข่งขันอะไรกับใคร ไร้สาระ ไอ้นั่นมันทำบุญเอาหน้า
ทำบุญของเรา หัวใจกู กูทำเพื่อกู ฝังดินไว้ ฝังดินไว้ก็ฝังในหัวใจนั้นไว้
ภวาสวะ ภพ เจตนาคือความคิดที่มันจะแสดงออก มันจะเปิดประตู เปิดหน้าต่างออกไป แล้วถ้ามันฝังดินไว้นะ มันมั่นคงแข็งแรงของมันขึ้นมา ถ้ามันมั่นคงแข็งแรงของมันขึ้นมา มันคิดของมันได้ไง
ความปกติสุข กูนั่งเฉยๆ กูไม่ต้องไปตะลอนๆ ให้มีความสุขที่ไหน กูนั่งอยู่โคนไม้กูก็มีความสุข กูทำอย่างไรกูก็มีความสุข กูไม่ต้องไปตะลอนๆๆ ไปแข่งดีแข่งชั่วกับใคร กูนั่งอยู่โคนไม้นี่แหละ แล้วกูมีสติปัญญาคุมหัวใจของกูนี่แหละ โอ้โฮ! ยอดเยี่ยม อย่าให้มีใครเข้ามานะ มันเสียเวลาเรา ถ้ามันเป็นจริงนะ ไม่ต้องการพบใครเลย
เว้นไว้แต่เวลาเจออุปสรรค อุปสรรคในใจมันเป็นนามธรรม แล้วจะไปหาใคร จะไปหาพวกดูดวง ชี้ดวงชะตาให้มันหลอกใช่ไหม
เราต้องไปหาครูบาอาจารย์ที่ถูกต้องชอบธรรม เวลาจิตมันบิดมันเบี้ยว จิตมันไม่ยอม จิตมันดื้อมันรน จะทำอย่างไร ทำไมมันดื้อนัก เอาไว้ไม่อยู่เลย
ครูบาอาจารย์ก็จะให้แนะช่องทาง ถ้าแนะช่องทาง เห็นไหม
ทั้งๆ ที่หัวใจเป็นนามธรรม แล้วหนทางมันไปอยู่ที่ไหน มัคโค ทางอันเอก ทางสายกลางในพระพุทธศาสนา มันทางสายกลางตรงไหนล่ะ
ดีหรือชั่วก็ไม่ใช่ ทางสายกลาง สุขอื่นใดเท่ากับจิตสงบไม่มีไง แล้วสุขสงบแล้วอย่าไปติดมันไง ทำให้มันมีกำลังขึ้นมา แล้วน้อมไปให้เห็นความขัดแย้งในใจ ความที่เป็นอุปสรรค สิ่งที่เป็นอุปสรรค นั่นน่ะสิ่งที่จรมาๆ มารมันมาหลอกมาลวงไง แล้วสิ่งที่ดีงามขึ้นมา สิ่งที่เป็นบุญกุศลขึ้นมา เราจะตักจะตวงขึ้นมา เหนื่อยไหม
หลวงตาพระมหาบัวท่านพูด ไอ้พวกที่ว่าทุกข์ว่ายากในชีวิตมนุษย์ ถ้าเอ็งยังไม่ได้ภาวนา อย่าพูดว่าเอ็งเหนื่อยนะ อย่าพูดว่างานเอ็งลำบาก งานลำบาก เดินจงกรม นั่งสมาธิภาวนาทั้งวันทั้งคืนมันจะขนาดไหน
เวลาท่านไปสู้กับเวทนาของท่าน ท่านบอกเลย เหมือนกับคนเอาไม้มาสุมในตัวท่าน แล้วจุดไฟเผาขึ้น มันทุกข์มันร้อนขนาดนั้นน่ะ แต่มันเอาตัวรอดมันได้อย่างไร มัคโค ทางสายกลาง สายกลางของใคร
สายกลางที่จะไปหลอกลวงประชาชนใช่ไหม สายกลางที่จะไปกว้านเอาศักดิ์ศรี เอายศถาบรรดาศักดิ์มาเป็นของตัวหรือ เวลาตายแล้วก็ต้องคืนเขา เขาก็ไปให้คนอื่นต่อไปไง ทำไมเอ็งไม่มีสติปัญญาระลึกได้เลยว่าชีวิตของเอ็งแขวนไว้กับใครล่ะ
แขวนไว้กับใจของเราเอง
พุทธะ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานนะ พ่อแม่เป็นพระอรหันต์ของลูก เรากตัญญูกตเวที เราเคารพ เราบูชา แต่ถ้าปัจจัตตัง สันทิฏฐิโก เราพึ่งตัวเราเองได้ จิตใจมันพึ่งตัวเองได้ พ่อแม่ก็แปลกใจเลยว่า แต่ก่อนแต่ไรลูกดื้อรั้นนัก พูดอย่างไรมันก็ไม่ฟัง ทำไมเดี๋ยวนี้มันเรียบร้อยจัง มึงไปเอามาจากไหน
เอามาจากพุทธะ ความระลึกรู้ในใจของตน สิ่งใดดี สิ่งใดชั่ว จะทำตัวเองให้ดีงามขึ้นมา ถ้าตัวเองดีงามขึ้นมา กายกับใจ ถ้าหัวใจมันดีงามขึ้นมา ร่างกายมันก็สงบเสงี่ยม มันก็นุ่มนวลอ่อนหวาน มันไม่ไปคะไปคานกับใคร แล้วถ้ามันเป็นจริงขึ้นมา พระพุทธศาสนาสอนอย่างนี้ไง
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าปรารถนารื้อสัตว์ขนสัตว์ๆ ก็รื้อหัวใจของสัตว์โลกให้มันคิดถูก คิดดี คิดงาม แล้วให้มันพยายามฝึกหัดปฏิบัติเข้าสู่ทางสายกลางในพระพุทธศาสนา
เพราะทางสายกลางในพระพุทธศาสนา มารมันจะไม่เห็นร่องรอย อวิชชาความไม่รู้มันจะตามหัวใจนี้ไม่ได้ เจ้าวัฏจักรมันจะคุมหัวใจของเราไม่ได้
ไอ้นี่เจ้าวัฏจักรมันคุมหัวใจของเราเพราะความไม่รู้ เซ่อ อวดดี ยิ่งใหญ่ มารมันยิ้มเลย ไม่ต้องทำอะไร เสร็จเรียบร้อย แต่ถ้าเรามีสติมีปัญญานะ กูไม่เชื่อใครทั้งสิ้น แล้วก็ไม่เชื่อตัวเองหลอกด้วย
เวลาคนอื่นหลอก เขาก็หลอกมาตลอด ไอ้นั่นคนอื่นเขาหลอกก็เพื่อหวังผลประโยชน์ของเขา ไอ้ตัวเองหลอกตัวเอง จะเข้มแข็งขึ้นมาก็ไม่ได้ จะทำสิ่งใดให้เป็นชิ้นเป็นอันขึ้นมาก็ทำไม่มีสัจจะไม่มีความจริง
นี่ไง สัตว์อาชาไนยๆ เขาไม่คลุกคลีตีโมงกับใครทั้งนั้น เขาจะหาความสงบสุขในหัวใจของเขา เขาไม่ให้ไง ดูสิ ช้างที่มีอำนาจวาสนาไง อยู่ในฝูง อยู่ในหมู่ คนนั้นเสียด คนนี้สี มันกระทบกระเทือน ไปอยู่คนเดียวสุขสงบมาก ถ้ามันมีความจริงของมันไง มีความสุขความสงบในหัวใจของตน ทีนี้มีความสุขความสงบในหัวใจของตน เราฝึกหัดหัวใจของเราอย่างนี้ไง
นี่ไง ไปวัดไปวา ข้อวัตรปฏิบัติคือวัดหัวใจของตน ศีล สมาธิ ปัญญาไง นี่ไง กฎกติกามันเป็นเครื่อง มันเป็นกฎกติกาเพื่อให้คนฝึกหัด ถ้าฝึกหัดขึ้นมาแล้ว ถ้าใจมันดีงามนะ โอ้โฮ! เห็นแล้วมีคุณค่า เพราะกฎเพราะกติกาอันนั้นน่ะมันดัดแปลงความรู้สึกนึกคิด มันดัดแปลงตนขึ้นมาให้ได้ ทั้งๆ ที่เริ่มต้นใจมันก็ต่อต้าน มันจะมีประโยชน์อะไร มันจะได้อะไรขึ้นมา
ก็ฝึกหัดนามธรรมนี่แหละ ฝึกหัดความรู้สึกนึกคิดให้มันอยู่กับร่องกับรอย แล้วมันอยู่กับร่องกับรอย แล้วทำอะไรไม่ได้เลย แล้วหาอะไรไม่เจอเลย แต่เราอยู่กับกฎกติกาขึ้นมา เอ๊อะ! มันชักมีตัวมีตนนะ
เริ่มต้นก็อึดอัดขัดข้องไปหมดล่ะ แต่พอทำไปๆ นะ โอ้โฮ! มันยอดเยี่ยม เพราะอะไร เพราะจิตเป็นนามธรรม สิ่งที่เป็นนามธรรม เวลามันสงบสุขขึ้นมา ถ้ามีสติสัมปชัญญะ นามธรรมมันไม่พาดพิงอารมณ์ใดๆ มันไม่ให้ใครมาหลอกมาลวง มันไม่มีใครมาชักนำไป มันอยู่ของมันมีความปกติสุขด้วยสตินะ
แต่เวลาสติมันอ่อน มันก็ออกมาเป็นเรื่องธรรมดา ออกมาเป็นอารมณ์ความรู้สึก ออกมาเป็นน้อยเนื้อต่ำใจ ไม่มีใครดูแลเราเลย
ใครจะดูแล
สติปัญญาในหัวใจของเรามันจะดูแล ขาดสติแล้วใครจะดูแล มันไปอารมณ์ชั่ววูบกลับมาแล้ว เดี๋ยวก็เอาพวงมาลัยไปคารวะเขา เดี๋ยวก็ไปขอขมาเขา เดี๋ยวก็ไปขอโทษเขา ก็ทำซ้ำทำซากอยู่อย่างนั้นน่ะ
ตั้งสติไว้ เราชาร์จไฟเพื่อหัวใจดวงนี้ แล้วเปรียบเทียบ เปรียบเทียบว่า เวลาจิตมันปกติสุขมันเป็นอย่างไร เวลามันทุกข์มันร้อนเป็นอย่างไร
ไอ้สิ่งภายนอก วัตถุภายนอกมันเป็นสภาวะแวดล้อม ว่ามันจะไม่มีผลกระทบ มี แต่ถ้าใจมันเป็นธรรมแล้วนะ มันก็มีอยู่อย่างนั้นน่ะ เราใช้สอยด้วยประโยชน์ของเรา ที่เหลือเพื่อความสงบสุขของสังคม แล้วเราได้บารมีธรรม บารมีธรรม เห็นไหม กลิ่นของศีลกลิ่นของธรรมไง
คนที่เอารัดเอาเปรียบ คอยเบียด คอยเสียดคอยสีเขา ใครชอบนัก
คนที่มีหัวใจกว้างขวาง เราสะดุดล้ม เราคิดผิด เขาคุ้มครอง เขาดูแล เขาคอยตักคอยเตือนเรา เราคิดถึงเขาไหม
นี่ไง ถ้าเป็นคุณงามความดี ไม่ต้องให้ใครรู้หรอก ปัจจัตตัง สันทิฏฐิโก เรารู้ตัวเราเอง เมื่อก่อนกูเลวขนาดไหน เดี๋ยวนี้กูดีขึ้นเยอะเลยนะ เรารู้ตัวเราเอง เรายับยั้งหัวใจเราไม่ได้เลย แต่ถ้ามีสติปัญญาเข้ามา อืม! ใครจะคุ้มครองดูแลเรา
อยู่ในป่าในเขาคนเดียวทั้งนั้นน่ะ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้องค์เดียวอยู่โคนต้นโพธิ์ หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านฝึกหัดปฏิบัติของท่าน เวลามันประหัตประหารกันในหัวใจ ถ้ามันสิ้นสุดกระบวนการของมันนะ เออ! พอกันที เกิด แก่ เจ็บ ตายไม่ต้องพูดถึง เข้าใจทะลุปรุโปร่งหมดแล้ว มันก็หมุนเวียนไปอย่างนี้ แต่เพราะเรามีสติมีปัญญาเป็นวิวัฏฏะ ออกจากกรงล้อของวัฏฏะ ออกจากกรงล้อของโลก ออกจากด้วยสติด้วยปัญญาที่ฝึกหัดปฏิบัติ โดยมีครูบาอาจารย์คอยชี้แนะ แล้วเราฝึกหัดปฏิบัติเป็นปัจจัตตัง เป็นสันทิฏฐิโก เรารู้เอง
พระสารีบุตรไม่เชื่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่เชื่อใคร ไม่ต้องให้ใคร อาจารย์ไหนมาคอยชี้แนะเลย เพราะบอกอยู่ข้างนอก เหมือนพ่อแม่สอนเด็ก รำคาญ แต่ถ้ามันโตแล้วนะ มันเป็นข้อเท็จจริงแล้วนะ มันจะเคารพ มันจะบูชา
ถ้าไม่มีธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่มีศรัทธาที่เป็นอริยทรัพย์ในหัวใจของเรา เราจะไม่ดึงหัวใจเรามาศึกษาค้นคว้า เพราะการฝึกหัดประพฤติปฏิบัติขึ้นมา เจริญเติบโตขึ้นมาเป็นบุคคล ๔ คู่ เวลาถึงที่สุดแห่งทุกข์ สมบูรณ์แบบในหัวใจของชาวพุทธที่มีสติปัญญาฝึกหัดปฏิบัติดูแลหัวใจของตน เอวัง